เผยสินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวร้อนแรง อาจส่งผลต่อหนี้ครัวเรือนและดอกเบี้ย

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสัญญาณสินเชื่อบุคคลที่มีผลกับการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยว่า การคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ ในการประชุมวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ถือว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่คาดให้ถูกต้องได้ยาก เพราะตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆที่ออกมาในไตรมาสแรก ให้สัญญาณแบบก้ำกึ่งว่าจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายหรือไม่ รวมถึงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ 5.3% ในไตรมาสแรก ที่ถือว่ายังเป็นอัตราที่อยู่ในระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถึงแม้แรงขับเคลื่อนของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะอ่อนลงกว่าที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี คงไม่สามารถละเลยประเด็นความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ ที่การประชุม กนง. ในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาได้แสดงความกังวลเอาไว้ โดยเฉพาะในมุมของการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ที่ยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลในไตรมาสแรกเติบโต 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งแม้ขนาดการเติบโตดังกล่าวจะชะลอลงจากไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วที่เติบโตถึง 22% แต่ก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยสถิติช่วงสามปีก่อนหน้าที่อยู่ในช่วง 14-15% โดยหากพิจารณาส่วนประกอบหลักๆของสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ได้แก่ สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีสัดส่วน 45% สินเชื่อเช่าซื้อรถสัดส่วน 29% และสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ (อาทิ บัตรเครดิต สินเชื่อเงินสด) สัดส่วน 24% พบว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยไม่ได้มีความผิดปกติ โดยยังอยู่ราวๆ ค่าเฉลี่ยประมาณ 13-14% สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อรถก็ไม่ได้เติบโตสูงเกินไปกว่าข้อมูลในอดีตที่เคยเติบโตในระดับ 30% มาแล้ว

แต่จุดน่าสนใจอยู่ที่สินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ ที่อัตราการเติบโตเริ่มทะยานมาตั้งแต่ปี 2554 และ หากลงไปลึกถึงส่วนประกอบของสินเชื่อนี้ พบว่าสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า “สินเชื่อเงินสด” นั้น กลับเติบโตในอัตราเร่งขึ้นไปอีก คือ 25% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2555 โดยเป็นอัตราที่มากกว่าการเติบโตเมื่อปี 2554 และ 2555 ที่ 16% และ 19% ตามลำดับ ซึ่งสินเชื่อดังกล่าวเป็นสินเชื่อที่เอาไปกินไปใช้ล้วนๆ และ เป็นสัญญาณเสี่ยงของหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเปรียบเทียบการเติบโตของสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเห็นได้ว่า การเติบโตของสินเชื่อสามารถรักษาระดับอัตราการเติบโตที่ประมาณ 14-16% ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 3% หรือสูงกว่าเล็กน้อย เพราะฉะนั้น หากผลการประชุม กนง. ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ตัดสินใจใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต้องลดลงตามไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือ จะเพิ่มความโน้มเอียงในการบริโภคมากกว่าการออม จากผลตอบแทนทางการออมที่ไม่จูงใจพอ ซึ่งอาจส่งผลให้สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวต่อไป

ดังนั้น ในภาวะเศรษฐกิจดังเช่นปัจจุบัน การเติบโตของสินเชื่อที่เร่งตัวในระดับกว่า 20% ในช่วงสองไตรมาสที่ผ่านมา จึงยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้น้ำหนักและดูแลต่อไป ไม่ว่าจะผ่านการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือการใช้มาตรการเสริมอื่นๆ (prudential measures) ควบคู่ไปกับการลดดอกเบี้ย เพื่อสกัดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง

ที่มา.คมชัดลึก

Posted in News., Uncategorized | Tagged , , , , | Leave a comment

กสิกรชูเอ็มพลัส2.5%ต่อปี

บลจ.กสิกรไทยเผยกองตราสารหนี้โตไม่หยุด ส่งกอง K-MPLUS เหมาะพักเงิน คาดผลตอบแทน 2.5%

 

นายจงรัก รัตนเพียร ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทย มีการเติบโตเฉลี่ยในกองทุนตราสารหนี้ตั้งแต่ปี 2551 ถึงเดือน มี.ค. 2556 ประมาณ 21% หรือเกือบ 2 เท่าของการเติบโตในส่วนที่เหลือของอุตสาหกรรม โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มกองทุนตราสารหนี้เป็นอันดับ 1 เพิ่มจาก 23% ในปี 2551 เป็น 30% ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มกองทุนตลาดเงินและกองทุนตราสารหนี้ บลจ.กสิกรไทย จึงออกกองทุนเปิดเค เอ็มพลัส (K-MPLUS) เสนอขายครั้งแรกวันที่ 27 พ.ค.-3 มิ.ย. 2556 นโยบายลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ภาครัฐ เอกชนและสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ โดยลงทุนต่างประเทศสูงสุดได้ 50% พร้อมป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน คาดว่าผลตอบแทนของกองทุนประมาณ 2.5% ต่อปี ไม่เสียภาษี ซึ่งสูงกว่ากองทุนตลาดเงินประมาณ 0.20-0.25% และมีสภาพคล่องสูง ซื้อขายได้ทุกวันทำการ

“กองทุนนี้ออกแบบมาเพื่อตอบสนองผู้ลงทุนที่ต้องการพักเงินตั้งแต่ 1 สัปดาห์ขึ้นไปและคาดหวังโอกาสรับผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นจากการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศที่มีอายุเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน-1 ปี รวมทั้งสามารถรับความผันผวนจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวกว่า ซึ่งอาจทำให้มีความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ต่อหน่วย (NAV) แบบวันต่อวันอยู่บ้าง” นายจงรัก กล่าว

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนของตราสารหนี้ในประเทศคาดว่าจะทรงตัวหรือปรับตัวในทิศทางขาลง โดยในระยะสั้นจะยังอยู่ในระดับต่ำและผันผวนต่อเนื่องจนกว่าจะผ่านวันที่ 29 พ.ค.นี้ ซึ่งปัจจุบันตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าและทยอยปรับลดอัตราผลตอบแทนลงมาบ้างแล้ว แต่หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาจริงก็อาจส่งผลกระทบต่อกองทุนตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มีอัตราผลตอบแทนลดลงอีก

ขณะเดียวกันมองว่าโอกาสที่ดอกเบี้ยจะขึ้นเป็นไปได้ยาก ดังนั้น การเลือกลงทุนกับกองทุนตราสารหนี้ที่มีระยะเวลาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของตราสารหนี้ในพอร์ตยาวขึ้นและให้โอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจ แต่ยังมีสภาพคล่องดีพร้อมสับเปลี่ยนเงินลงทุนไปยังกองทุนอื่นในจังหวะที่เหมาะ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

นายจงรัก กล่าวว่า สำหรับภาพรวมการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของ บลจ.กสิกรไทย ปัจจุบันใกล้จะถึง 9 แสนล้านบาทแล้ว จากสิ้นปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 8.5 แสนล้านบาท ขณะที่เป้าหมายของปีนี้อยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท

ที่มา.ไทยโพสต์

Posted in News., Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

“ทักษิณ” โพสต์ FB ขย่ม ธปท. ไม่ฟังรัฐบาล อัดทำตัวเป็นอิสระตาม กม. รัฐประหาร

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์เงินไหลเข้าว่า ขณะนี้เงินจากต่างประเทศไหลเข้าไทยอย่างมากจนน่าวิตก มูลค่าทางตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมกันสูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ประเทศแล้ว จึงกังวลว่าจะมีมาตรการใดร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือไม่

“เป็นห่วงครับ ถ้ามองแค่ปัจจุบันกับอนาคตสั้นๆ ภายในปีเดียว ก็ไม่ต้องคิดมาก แต่ถ้าคิดยาวคิดไปล่วงหน้า 2-3 ปี อันตรายครับ” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พร้อมยกตัวอย่าง กรณีประเทศญี่ปุ่น เมื่อวานนี้ ระกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.) พบว่า GDP โตถึง 3.5% นับเป็นการโตที่มากสำหรับญี่ปุ่น เพราะเศรษฐกิจแย่มานาน ค่อนข้างชัดว่า ผลการเติบโตส่วนใหญ่ก็ได้มาจากนโยบายของท่านนายกฯ อาเบะ ที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลง…กว่า 20% รวมทั้งพิมพ์ธนบัตรออกใช้มากขึ้นมาก

ที่เขาทำได้ก็เพราะธนาคารกลาง (หรือแบงก์ชาติ) ของญี่ปุ่นขึ้นตรงกับรัฐบาล เขาจึงสามารถทำยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจแบบองค์รวม (Holistic Approach) โดยประธานนโยบายการเงิน (Monetary Policy) กับนโยบายการคลัง (Fiscal Policy) ได้เป็นอย่างดี แต่แน่นอนครับญี่ปุ่นยังต้องมีอีกหลายมาตรการเพื่อให้เศรษฐกิจภายในแข็งแกร่งกว่านี้

ที่สำคัญโครงสร้างการบริหารประเทศของญี่ปุ่นเขาเป็นประชาธิปไตยจริงๆ เขาถือว่าประชาชนมีอำนาจสูงสุด เมื่อประชาชนเลือกใครเข้ามาก็ให้โอกาสทำงานเต็มฝีมือ ถ้าทำไม่ดีประชาชนก็ไม่เลือกกลับมาอีก แต่ของเรายังเป็นประชาธิปไตยแบบแค่นๆ คือไม่เต็มใจให้เป็น จึงเกิดความหวาดระแวงตัวแทนอำนาจประชาชน โดยใช้วิธีแยกอำนาจออกเป็นส่วนๆ แทนจนคุยกันไม่ได้ วางยุทธศาสตร์ร่วมกันไม่ได้ ซึ่งผลเสียก็ตกกับประเทศชาติ และประชาชน

อย่างกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยของเราก็มีกฎหมายของรัฐบาลช่วงรัฐประหารแยกตัวเองออกมา จนไม่ฟังรัฐบาล ซึ่งทำให้ดูน่าวิตกเพราะต่างคนต่างใช้นโยบายของตน มีความเชื่อของตน ตอนนี้เงินจากต่างประเทศไหลเข้าไทยอย่างมากจนน่าวิตก มูลค่าทางตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมกันโตกว่า GDP ประเทศ

จึงมีคำถามว่าเกิด Asset Pricing Bubble หรือไม่ แล้วเราจะมีมาตรการอะไรร่วมกันไหมระหว่างกระทรวงการคลัง กับธนาคารแห่งประเทศไทย ผมเป็นห่วงครับ ถ้ามองแค่ปัจจุบันกับอนาคตสั้นๆ ภายในปีเดียว ก็ไม่ต้องคิดมาก แต่ถ้าคิดยาวคิดไปล่วงหน้า 2-3 ปี อันตรายครับ

สิ่งที่กังวลก็คือ เรามีคนดี คนมีความรู้ และการศึกษาสูงมาก แต่เป็นพวกมี Knowledge แต่มี Wisdom ไม่พอ จะรู้ไม่เท่าทันโลกทุนนิยม ที่หนักกว่านั้นคือ พวก Wisdom ไม่พอดันขยันพูดอีกต่างหาก

ประเทศไทยเรา GDP ส่วนใหญ่มาจาก Export (ส่งออก) ซึ่งมีทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร บาทแข็งขึ้น 1 บาท GDP จะหายไปประมาณ 0.7% รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้นโยบายอัดฉีดเงินลงสู่รากหญ้า และเพิ่มงบลงทุนของรัฐบาล เช่น โครงการ 2 ล้านล้าน ถ้านโยบายการคลังถูกใช้เยอะเกินไปก็อันตราย เพราะฉะนั้น นโยบายการเงินต้องช่วยไม่ใช่เป็นภาระแบบนี้

ตอนผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในปี 2537-2538 ผมก็เห็นสัญญาณไม่ดีหลายอย่าง เพราะรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นกรรมการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยตำแหน่งร่วมกับรัฐมนตรีพาณิชย์ และรัฐมนตรีคลัง

ผมได้เตือนธนาคารแห่งประเทศไทยกั บกระทรวงการคลังทุกครั้งในที่ประชุมแต่ก็ได้รับการชี้แจงแก้ตัวตลอดเวลา จนมาถึงเศรษฐกิจพังตอนปี 2540 ผมเป็นคนชอบดูดัชนีต่างๆ และชอบตกใจล่วงหน้า เหมือนที่ผู้ก่อตั้งบริษัท Intel คือนาย Andrew Grove พูดว่า During the crisis only the paranoid survive ครับ

ที่มา.ผู้จัดการ

Posted in News., Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

ควบรวมแบงก์ในเอเชียแปซิฟิกฮอต

PwC คาดควบรวมกลุ่มแบงก์เอเชียแปซิฟิกปีนี้ฮอต สวนทางประเทศใหญ่ สถาบันการเงินจากเอเชีย มีแนวโน้มเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้น

 

นาย ศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PwC) ประเทศไทย เปิดเผยถึงบทวิเคราะห์ The Journal – Brave new world: New frontiers in banking M&A ว่า กระแสควบรวมกิจการธุรกิจธนาคารทั่วโลกจะยังคงมีทิศทางที่อ่อนแอในปีนี้ หลังความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและวิกฤตหนี้ในแถบยูโรโซนทำให้มูลค่าและจำนวนดีลในอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การควบรวมธุรกิจธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปีนี้ จะมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งสวนทางกับภาพรวม  พร้อมมองทุนยักษ์ใหญ่จากจีน ยังคงกว้านซื้อของดี-ราคาถูกจากยุโรปและทั่วโลก ขณะที่ผู้ประกอบการในอาเซียนจะมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

ผลจากรายงานของ PwC พบว่า กิจกรรมควบรวมในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกมีการปรับตัวลดลงเร็วกว่าการควบรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมทุกประเภทโดยเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าดีลแบงก์ทั่วโลก ปรับตัวลดลง 37% ในช่วง 10 เดือนของปี 2555 เปรียบเทียบกับ การปรับตัวลดลงที่ 20% ของทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยความกังวลวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปจะยังคงมีผลกระทบต่อบรรยากาศการควบรวมของกลุ่มแบงก์ต่อไปในระยะข้างหน้า

หากมองกิจกรรมการควบรวมในระดับอาเซียน นายศิระ กล่าวว่า ปี 2555 ถือได้ว่าเป็นปีที่น่าจดจำอีกปีหนึ่งของภาคเอกชนในภูมิภาค รวมทั้งไทย โดยอาศัยจังหวะจากความกังวลเศรษฐกิจโลกที่ฉุดให้ราคาสินทรัพย์มีความน่าสนใจ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยต่ำ ในส่วนของประเทศไทยเอง ดีลควบรวมที่สร้างความคึกคักให้กับกลุ่มแบงก์ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ ธ.กรุงศรีอยุธยา โดยกลุ่มจีอีได้แจ้งการขายหุ้นของธนาคารในสัดส่วนราว 7.6% เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และจะยังทบทวนทางเลือกสำหรับหุ้น BAY ที่ยังถืออยู่อีก 25% เนื่องจากบริษัทมีแผนขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไป

“เรามองว่าในระยะต่อไป สถาบันการเงินในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มจะเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้นเช่นกัน หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐ และยุโรป ทำให้สถาบันการเงินจากฝั่งตะวันตก อาจต้องลดการทำธุรกิจในต่างประเทศลง แบงก์สหรัฐ แบงก์ยุโรป ที่เจ็บตัวจากวิกฤติปี 2008 เขาประสบความเสียหาย ต้องเพิ่มทุน และยังถูกบังคับด้วยเกณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งต้องปรับตัว และอาจต้องลดธุรกิจของเขาในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับสถาบันการเงินในเอเชียแปซิฟิก อย่าง ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และ มาเลเซีย ให้ขยายการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น” นายศิระ กล่าว

ที่มา.inn

Posted in News., Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

ออมสินใจปํ้าให้กู้ซื้อบ้านหรู

ออมสิน ขยับปล่อยกู้บ้านหรู เจาะกลุ่มอาชีพอิสระ เถ้าแก่น้อยกู้ซื้อบ้านราคา 5-10 ล้านบาท

 

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับนโยบายการปล่อยสินเชื่อเคหะใหม่ โดยจะเน้นเจาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง คนประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดกลาง ที่มีรายได้สามารถซื้อบ้านราคาตั้งแต่ 5-10 ล้านบาท โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ในโครงการใหญ่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.)

“ธนาคารเตรียมนำระบบเครดิตสกอริ่งมาใช้วิเคราะห์สินเชื่อเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า จะสามารถพิจารณาสินเชื่อได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น” นายวรวิทย์ กล่าว

ธนาคารออมสินพยายามจะเจาะลูกค้าคนละกลุ่มกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่เน้นปล่อยกู้ให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตัวเอง และเชื่อว่าจะไม่เป็นการแข่งขันปล่อยสินเชื่อบ้านแข่งกับธนาคารพาณิชย์ เพราะธนาคารพาณิชย์จะเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดบนที่กู้ซื้อบ้านราคาหลังละ 10-30 ล้านบาทมากกว่า การออกผลิตภัณฑ์นี้ธนาคารต้องการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนในการกู้เงินซื้อบ้านมากขึ้น ไม่ได้คิดว่าจะนำมาแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์

“ออมสินขยับมาเจาะลูกค้ากลุ่มบน เช่น พวกที่มีรายได้แต่ไม่ได้ทำงานประจำ กลุ่มอาชีพอิสระ พวกเถ้าแก่น้อยที่ต้องการซื้อบ้านราคา 5-10 ล้านบาท ซึ่งเดิมกลุ่มนี้ก็เป็นลูกค้าธนาคารที่กู้เงินไปทำธุรกิจอยู่แล้ว จึงเห็นว่าน่าจะปล่อยกู้ซื้อบ้านพ่วงไปด้วยเลย เพราะกลุ่มนี้ถือว่าไม่เสี่ยง” นายวรวิทย์ กล่าว
สำหรับยอดปล่อยกู้สินเชื่อเคหะไตรมาสแรกปล่อยกู้ได้ 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้งปี 2556 ตั้งเป้าปล่อยกู้ 5-6 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ปล่อยสินเชื่อได้ 7.4 หมื่นล้านบาท

นายวรวิทย์ กล่าวถึงผลดำเนินงานธนาคารออมสินว่า ยอดเงินฝากไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 3 หมื่นล้านบาท โดยตั้งเป้าไตรมาส 2 เงินฝากเพิ่มขึ้นอีก 7 หมื่นล้านบาท แต่เนื่องจากธนาคารจัดโปรโมชั่นงานครบรอบ 100 ปี เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เงินฝากไหลเข้าเฉพาะเดือน เม.ย. เพียงเดือนเดียวกว่า 1.1 แสนล้านบาท

ในจำนวนนี้แบ่งเป็นเงินฝากเผื่อเรียก 101 วัน มียอดรับฝากกว่า 7 หมื่นล้านบาท สลากออมสินครบรอบ 100 ปี มียอดซื้อกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท และเงินเผื่อเรียกพิเศษ 10 เดือน มียอดฝากกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ เงินฝากที่เพิ่มขึ้นก็สอดรับกับความต้องการใช้เงินในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. ซึ่งธนาคารต้องปล่อยกู้ตามนโยบายของรัฐบาล โดยธนาคารเข้าประมูลเงินกู้ พ.ร.ก.น้ำได้ 1.2 แสนล้านบาท จากวงเงินที่เปิดประมูลทั้งหมด 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าน่าจะทยอยเบิกปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท โดยจะเบิกงวดสุดท้ายในปี 2559

สำหรับกำไร 4 เดือนแรก ทำได้กว่า 5,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งปีนี้คาดว่าจะพยายามรักษาอัตราการทำกำไรไว้ไม่ให้ต่ำกว่าปี 2555 ที่มีกำไร 2.1 หมื่นล้านบาท

ที่มา.ไทยโพสต์

Posted in News., Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

ธุรกิจอังกฤษมองเศรษฐกิจดีขึ้น

ธนาคารกลางอังกฤษ,เศรษฐกิจอังกฤษ

กลุ่มล็อบบี้ธุรกิจอังกฤษชี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บริษัทอังกฤษมองทิศทางเศรษฐกิจในแง่ดีมากขึ้น หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้น

สมาพันธ์แห่งอุตสาหกรรมอังกฤษ หรือซีบีไอ กลุ่มล็อบบี้ธุรกิจชั้นนำของอังกฤษ ระบุว่า มุมมองถึงอนาคตของภาคธุรกิจอังกฤษ ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังมีการคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้ จะไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ 1% และปี 2557 ที่ 2%

ผู้อำนวยการใหญ่ซีบีไอ นายจอห์น คริดแลนด์ ระบุว่า ธุรกิจในกลุ่มซีบีไอ ต่างมีความรู้สึกร่วมกันว่า สถานการณ์เริ่มสดใสขึ้น โดยมีการประเมินว่า เศรษฐกิจของประเทศจะเกิดการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เพื่อพิจารณาจากข้อมูลในภาคบริการ การผลิต และการก่อสร้าง เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งมากขึ้น จนทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ฟื้นตัวขึ้นมา

ซีบีไอคาดการณ์ว่า จีดีพีรายไตรมาสของอังกฤษ จะขยายตัวขึ้นจากระดับ 0.3% ในไตรมาสแรก และไตรมาส 2 ของปีนี้ มาอยู่ที่ 0.4% ในไตรมาส 3 และ 4 ก่อนจะขยับไปอยู่ที่ประมาณ 0.5-0.6% ในปีหน้า

นอกจากนี้ กองทุนเพื่อการปล่อยกู้ ซึ่งเป็นมาตรการที่ธนาคารอังกฤษประกาศออกมาเมื่อปีที่แล้ว เพื่อจัดหาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้กับธนาคาร เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปล่อยกู้นั้น ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มที่จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจตลอดทั้งปี

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

Posted in News. | Tagged , , , , , , , | Comments Off

กสิกรไทยขนกองทุนเด่นลุย Money Expo 2013

นางสาวยุพาวดี ตู้จินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทยจะร่วมออกบูทส่งเสริมการขายและแนะนำทางเลือกในการลงทุนกับกองทุนรวมร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ในงานมหกรรมการเงิน กรุงเทพฯ ครั้งที่ 13 (Money Expo 2013) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ อาคารชาลเลนเจอร์ฮอลล์ 2-3 อิมแพค เมืองทองธานี โดยมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนรวมเพื่อตอบรับการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งตอบรับกับแนวคิดหลัก Lifestyle Financial Mall ของบูทธนาคารกสิกรไทยด้วยผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่หลากหลาย ตอบรับทุกเป้าหมายในการลงทุน และการทำธุรกรรมเพื่อซื้อกองทุนแบบ One Stop Investment ที่ครบครันด้วยการให้คำแนะนำเพื่อการวางแผนการลงทุนอย่างมืออาชีพ และสามารถทำรายการซื้อได้อย่างสะดวกทันที ณ จุดขาย พร้อมโปรโมชัน cash back สูงสุดถึง 4,000 บาท

สำหรับกองทุนที่ บลจ.กสิกรไทยมุ่งเสนอเพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้ลงทุนมือใหม่ นางสาวยุพาวดีเปิดเผยว่า คือกลุ่มกองทุนเปิดเค แพลน (K-PLAN) ซึ่งเหมาะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามสภาวะตลาดเงินตลาดทุนอย่างใกล้ชิด แต่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่งอกเงยพร้อมการกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เนื่องจากกลุ่มกองทุน K-PLAN เป็นกองทุนผสมที่มีนโยบายการลงทุนตอบรับเป้าหมายในการลงทุนได้หลากหลาย กล่าวคือ กองทุน K-PLAN 1 ซึ่งเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน และอาจลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศไม่เกิน 20% โดยไม่มีการลงทุนในหุ้นเลย จึงเหมาะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากหุ้นแต่ต้องการความมั่นใจในการลงทุนและต้องการทางเลือกที่ให้โอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าการฝากเงิน ส่วนผู้ลงทุนที่เพิ่งเริ่มลงทุนในกองทุนหุ้นแต่ยังรับความเสี่ยงได้ไม่มากนักสามารถเลือกลงทุนกับกองทุน K-PLAN 2 ซึ่งเป็นกองทุนผสมที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไม่เกิน 30% หรือหากรับความเสี่ยงได้เพิ่มขึ้นก็สามารถเลือกลงทุนกับกองทุน K-PLAN3 ที่มีสัดส่วนลงทุนในหุ้นได้ถึง 55% ส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้ และอาจลงทุนในต่างประเทศได้ไม่เกิน 30% โดยยอดเงินลงทุนรวมในกองทุน K-Plan ทุกๆ 100,000 บาท ภายในงานมหกรรมการเงิน กรุงเทพฯ ครั้งที่ 13 จะได้รับ Cash Back มูลค่า 150 บาท (สูงสุด 2,000 บาทต่อท่าน) พร้อมรับของที่ระลึกพิเศษจาก บลจ.กสิกรไทยฟรีทันทีที่ทำรายการ

นอกจากกองทุน K-PLAN แล้ว สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจจากตลาดหุ้นไทย และพอมีเวลาติดตามเพื่อจับจังหวะการเข้าซื้อและขายทำกำไรอยู่พอสมควร สามารถเลือกลงทุนกับกองทุนเปิดเค หุ้นทุน (K-EQUITY) ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นที่มีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ โดยตั้งแต่ต้นปีให้ผลตอบแทนถึง 16.23% หรืออาจเลือกลงทุนกับกองทุนเปิดเค หุ้นปันผล (K-VALUE) เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนจากหุ้นที่มีการจ่ายปันผลในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีกองทุนให้ผลตอบแทนที่ประมาณ 14.39% ในขณะที่ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 13.44% เท่านั้น ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทยยังคงมีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในเชิงบวก และแม้ว่าดัชนี SET Index จะปรับตัวทะลุ 1,600 จุดไปแล้วก็ยังถือเป็นโอกาสที่ผู้ลงทุนจะทยอยสะสมเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของตลาดหุ้นไทยได้ แต่ยังคงต้องระมัดระวังในเรื่องความผันผวนของตลาดหุ้นที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบด้วย นางสาวยุพาวดีกล่าว

สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปยังต่างประเทศ นางสาวยุพาวดีกล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงมีความผันผวนอยู่จากสถานการณ์ปัญหาหนี้ยุโรปที่ยังไม่สิ้นสุด รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจในบางภูมิภาค ซึ่งอาจจะทำให้ตลาดปรับตัวลงได้ในระยะสั้น กองทุนเปิดเค โกลบอล แอลโลเคชั่น (K-GA) จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ยอมรับความผันผวนได้ปานกลาง เนื่องจากกองทุน K-GA มีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน จึงมีความผันผวนต่ำกว่าตลาดหุ้น โดยกองทุนนี้มุ่งลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศ คือกองทุน BGF-Global Allocation Fund ภายใต้การบริหารของ Black Rock บริษัทจัดการลงทุนระดับโลก ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้ครอบครองหลักทรัพย์จากทุกมุมโลกด้วยกลยุทธ์การบริหารพอร์ตแบบผสมผสาน ปัจจุบันให้น้ำหนักในหุ้น 60% ในขณะที่ให้น้ำหนักตราสารหนี้ประมาณ 22% พร้อมนโยบายจ่ายปันผลสูงสุด 4 ครั้งต่อปี ตั้งแต่ต้นปีให้ผลตอบแทนแล้วถึง 7.08% เอาชนะเกณฑ์มาตรฐานของกองทุนซึ่งอยู่ที่ 3.60% เท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูงและต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจยิ่งขึ้นจากหุ้นในประเทศจีนและหุ้นสหรัฐฯ ยังสามารถเลือกลงทุนกับกองทุนเปิดเค ไชน่า หุ้นทุน (K-CHINA) และกองทุนเปิดเค ยูเอสเอ (K-USA) โดยยอดเงินลงทุนรวมใน 5 กองทุนข้างต้นทุกๆ 50,000 บาทจะได้รับ Cash Back 100 บาท สูงสุด 2,000 บาทต่อท่านอีกด้วย

ด้านกองทุนใหม่ที่จะเสนอขายครั้งเดียวในระหว่างการจัดงานมหกรรมการเงินครั้งที่ 13 นางสาวยุพาวดีเปิดเผยว่า ในวันที่ 8-13 พฤษภาคม 2556 บลจ.กสิกรไทยจะเสนอขายกองทุนตราสารหนี้ทั้งไทยและต่างประเทศประเภทกำหนดอายุโครงการ 3 กองทุน คือ กองทุนเปิดเค คุ้มครองเงินต้นตราสารหนี้ไทย 3 เดือน ซีจี (KPPTF3MCG) กองทุนเปิดเค ฟิกซ์ อินคัม โน้ต 3 เดือน ซี (KFIN3MC) และกองทุนเปิดเค ฟิกซ์ อินคัม โน้ต 6 เดือน ซี (KFIN6MC) โอกาสรับผลตอบแทนปลอดภาษีที่ 2.50%, 2.70% และ 2.85% ต่อปีตามลำดับ โดย บลจ.กสิกรไทยยังคงเลือกเฟ้นตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและสามารถให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำแต่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินฝากประจำที่มีอายุเท่ากัน หรือตราสารหนี้ในประเทศที่อายุเฉลี่ยใกล้เคียงกันท่ามกลางสภาวะดอกเบี้ยเช่นปัจจุบัน นางสาวยุพาวดีกล่าวในที่สุด

ี่ที่มา.post today

Posted in News., Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

พาณิชย์เท1,250ล.พยุงปาล์มตก

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตลาดปาล์ม ว่า ที่ประชุมมีมติให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เริ่มดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบรอบ 2 ปริมาณ 50,000 ตัน ตามโครงการพยุงราคาน้ำมันปาล์ม ที่คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) อนุมัติให้รับซื้อ จากทั้งหมดปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งในรอบแรกได้ดำเนินการรับซื้อไปแล้วจำนวน 50,000 ตัน โดยให้ดำเนินการทันทีที่มีมติออกมา เนื่องจากโครงการนี้ได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) แล้ว
โดยเงื่อนไขในการรับซื้อรอบ 2 ให้ช่วยเหลือเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีพื้นที่เพาะปลูกไม่เกิน 50 ไร่ต่อราย ในพื้นที่ 23 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น สระแก้ว จันทบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี โดยจะรับซื้อราคาน้ำมันปาล์มดิบกิโลกรัม (กก.) ละ 25 บาท และให้โรงงานสกัดไปรับซื้อผลปาล์มสดที่ กก.ละ 4 บาท ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์ม 17%
คาดว่าจะใช้วงเงินในการรับซื้อ 1,250 ล้านบาท และได้ขยายโครงการเป็นสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.2556 จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 เม.ย.2556
สาเหตุที่ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศตกต่ำ เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับราคาลดลง ส่งให้ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกลดลง และราคาในประเทศลดลงตาม โดยราคาผลปาล์มดิบคละล่าสุด เฉลี่ยที่ กก.ละ 2.99 บาท จากต้นทุนของปี 2555 เฉลี่ยที่ กก.ละ 3.02 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยที่ กก.ละ 21.88 บาท โดยสต็อกปลายปี 2555 มีปริมาณ 3.64 แสนตัน ส่วนสต็อกล่าสุด ณ วันที่ 19 เม.ย.2556 มี 3.1 แสนตัน
ด้านการส่งออก พบว่ายังมีการส่งออกอยู่ โดยในเดือนมี.ค.2556 มียอดการส่งออก 5 หมื่นตัน และในเดือน เม.ย.มียอดการส่งออกอยู่ที่ 5 หมื่นตัน โดยการส่งออกที่มีปริมาณมาก เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดมาเลเซียใกล้เคียงกับราคาในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปแข่งขันด้านราคาได้.

ที่มา.thaipost

Posted in News., Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

มท.1ห่วงบาทแข็งโทษธปท.ต้นเหตุ

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วานนี้ (7พ.ค.) ได้หารือในประเด็นอัตราเงินบาทแข็งค่า โดยได้นำข้อเสนอแนะของนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มาวิเคราะห์ เห็นว่า ขณะนี้เกิดผลกระทบขึ้นแล้วในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการส่งออก และภาคเกษตรกรรมที่แม้ว่าจะมีการส่งออกสินค้าร้อยละ 30 – 40 แต่ได้รับผลกระทบเดือดร้อนจากเงินบาทแข็งค่า

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย รับที่จะไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะเป็นเรื่องเศรษฐกิจที่เข้าใจยาก โดยเบื้องต้นจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าการทำงานของกระทรวงการคลัง กับธนาคารแห่งประเทศไทย แยกกันเป็นเอกเทศ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นรัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะประชาชนจะกล่าวโทษรัฐบาลว่าบริหารไม่ดีและให้รัฐบาลรับผิดชอบ จึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจให้ประชาชนเข้าใจถึงความจริงในเรื่องนี้ รัฐบาลอยากให้ประชาชนเข้าใจว่าหากมีผลกระทบเกิดขึ้นใครจะต้องรับผิดชอบ เพราะคนทำต้องรับผิดชอบ

ที่มา.post today

Posted in News., Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off

ทองลง150บาท รูปพรรณขาย 21,000บาท

สมาคมค้าทองคำ รายงานการปรับราคาทองประจำวัน ครั้งที่1 เมื่อเวลา 09:26น.
ราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 20,500.00บาท ขายออกบาทละ 20,600.00 บาท
ราคาทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 20,208.28 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท
ราคาปรับลง 150 บาท เมื่อเทียบราคาล่าสุด

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ

Posted in News., Uncategorized | Tagged , , , , | Comments Off